บทความ : : กลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมสู่ อปท.: บทวิเคราะห์เชิงวิชาการและประสบการณ์
   
  บทความ >> กลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมสู่ อปท.: บทวิเคราะห์เชิงวิชาการและประสบการณ์

ภาพประกอบข่าว

ภาพประกอบข่าว

ภาพประกอบข่าว

ภาพประกอบข่าว

 
 
แผนและงบประมาณเป็นกลไกสำคัญยิ่งในการบริหารการพัฒนาท้องถิ่น ในระดับชาติ นั้น แผนชาติฉบับแรก(พ.ศ.2504-2509) ได้เน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ฉบับต่อๆมา ได้เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ความมั่นคง การผนึกกำลังเพื่อการพัฒนาชนบท จนถึงฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549)จึงได้มีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นชัดเจนมากขึ้น และปัจจุบันฉบับที่ 10 ได้เน้นการพัฒนาด้านสังคมชัดเจนมากที่สุด โดยมุ่งสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมอยู่ดีมีสุข (Green and Happiness Society) ใน3 ประเด็นยุทธศาสตร์ คือ สังคมเข้มแข็ง สังคมมีคุณธรรมและสังคมไม่ทอดทิ้งกัน ทั้ง 3 ประเด็นนี้ ผู้บริหาร อปท.รุ่นใหม่ๆ เริ่มตระหนักและนำแนวนโยบายไปปฏิบัติจัดทำเป็นแผนและตั้งงบประมาณสนับสนุนมากขึ้น เพราะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต บำบัดทุกข์บำรุงสุข สร้างสุขภาวะแก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมและใช้เงินงบประมาณน้อยกว่างานโครงสร้างพื้นฐาน
ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาสังคมเป็นการสร้างฐานรากของชุมชนให้เข้มแข็ง ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการทำงาน เน้นกระบวนการมากกว่าผลงาน(Process >Performance) มุ่งคนเป็นศูนย์กลางและเป็นเป้าหมายของการพัฒนา ผลสำเร็จจึงเป็นไปอย่างช้าๆ เพราะ เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือพหุภาคี การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การถอดบทเรียน การขยายผล การทำงานแบบบูรณาการ ฯลฯ ผลลัพธ์จึงเป็นไปในเชิงนามธรรม แตกต่างจากงานด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วไปที่มีผลงานสำเร็จเป็นรูปธรรม ภาพรวมที่ผ่านมา อปท.ส่วนมากจึงเลือกที่จะสร้างผลงานที่เป็นสิ่งก่อสร้างงานคอนกรีต เพราะเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมมากกว่างานด้านการพัฒนาสังคมที่เป็นผลงานเชิงนามธรรม
องค์การ Thai UNCAP-UNICEF-WHO เคยทดลองนำร่องใน 4 ภูมิภาคของไทย ในเรื่องการสร้างเข้มแข็งของชุมชน (Community Empowerment) เมื่อร่วมสิบปีที่ผ่านมาที่พะเยา ปัตตานี ชลบุรีและนครราชสีมา บทเรียนครั้งนั้นนำไปสู่การทำงานแบบบูรณาการทั้งเรื่องเมืองน่าอยู่ การทำงานเชิงพื้นที่และเชิงประเด็น (AFP) กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมPAR (Participatory Action Research) การป้องกันยาเสพติดในชุมชน ซึ่งต้องยอมรับในขณะนั้นว่า องค์กรพัฒนาเอกชน(NGO)มีความคิดและวิธีการทำงานกับชาวบ้านที่แตกต่างจากภาคราชการโดยสิ้นเชิง โดยองค์กรพัฒนาเอกชนมองว่าราชการมีฐานการคิดแบบเก่าๆ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ (Paradigm shift) เชื่อกันว่า “ถ้าเปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตจะเปลี่ยนไป”
ตัวชี้วัดความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สังคมสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่น เริ่มชัดเจน เมื่อ อปท.ได้นำประเด็นยุทธศาสตร์มาจัดทำเป็นแผนและตั้งงบประมาณด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตมากขึ้น สังเกตได้จากแผนพัฒนาท้องถิ่นสามปีและข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของ อปท.
มีการบรรจุโครงการและงบประมาณเพื่อการพัฒนาเด็ก เยาวชน สตรี คนสูงอายุ คนพิการ คนด้อยโอกาส ผู้ติดเชื้อHIVและผู้ป่วยเอดส์ มากขึ้น
ในระยะหลังๆมานี้ อปท.มีบทบาทในการจัดเวทีสร้างความเข้าใจ สร้างความตระหนักและแลกเปลี่ยนเรียนรูปแบบต่างๆ เช่น เวทีแผนชุมชน เวทีประชาคม เวทีสภาเด็กและเยาวชน เวทีป้องกันการค้ามนุษย์ เวทีเรียนรู้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการสังคม ศูนย์พัฒนาครอบครัว เวทีเรียนรู้เลิกเหล้าในงานศพ โรงเรียนชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายลุ่มน้ำ กองทุนวันละบาท/ออมบุญวันละบาท ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ขยะรีไซเคิล สวัสดิการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างกิจกรรมที่ดีๆ
ที่ อปท.และภาคประชาสังคมได้ร่วมกัน “สร้างประโยชน์สุข”แก่ประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ยิ่งมากยิ่งดี เพราะช่วยเสริมสร้างให้คนในท้องถิ่นมีคุณลักษณะของการเป็นผู้นำการพัฒนา(Development Leader)
“กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ กล้านำ กล้าเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจะนำไปสู่การรู้จักคิดวิเคราะห์ วิพากย์ วิจารณ์ต่อกระบวนการตัดสินตกลงใจเลือกกระทำหรือไม่กระทำในสิ่งที่เป็นประเด็นนโยบายสาธารณะ
ลำปางมีวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดว่า “เฮาฮ่วมกั๋นแป๋งฮื้อนครลำปางม่วนจื้นตึงคนอยู่ตึงคนเยือน” (ลำปางนครผาสุกทั้งคนอยู่ทั้งคนเยือน)หากแยกคิดวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งแล้วจะพบว่ามีสิ่งดีๆแอบแฝงอยู่ในข้อความวิสัยทัศน์นี้ เช่น
“เฮา” =>“เรา” แสดงถึงความเป็นมิตร เป็นพวก เป็นหนึ่งเดียว
“ฮ่วมกั๋นแป๋ง”=> ระดมความร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์ (mobilize)
“ฮื้อนครลำปาง”=>ให้ลำปางเป็นเมืองที่รุ่งเรือง
“ม่วนจื้น” => เป็นสังคมผาสุก (happy society)
“ตึงคนอยู่ ตึงคนเยือน” =>ทั้งคนลำปางและนักท่องเที่ยว
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่า อปท.ได้นำประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมตามวิสัยทัศน์ดังกล่าว มาบรรจุเป็นกรอบแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นมากขึ้น มีการจัดทำเป็นแผนพัฒนาสามปี
มีการตราข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายรองรับการแปลงยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ และมีข้อสังเกตว่าผู้บริหาร อปท.ที่เป็นสตรีจะมีผลงานด้านการพัฒนาสตรีและครอบครัวโดดเด่นมากกว่าบุรุษ
การเป็นภาคีเครือข่ายด้านการพัฒนาสังคมลำปาง ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสได้เรียนรู้และสัมผัสบรรยากาศแห่งการทำงานเชิงกระบวนการหลายๆเวที ทั้งงานวิจัยนำร่อง จังหวัดต้นแบบ กลไกขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาสังคม ซึ่งต้องยอมรับว่าลำปางมีอะไรดีๆแก่ผู้มีใจใคร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยเฉพาะกลไกในลักษณะประชาสังคม(Civil Society) ที่มีทั้งหน่วยงานราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และองค์กรสาธารณประโยชน์ โดย อปท.เป็นองค์กรหนุนเสริมให้งานภูมิภาคสำเร็จได้ค่อนข้างมาก เพราะอปท.ใกล้ชิดชาวบ้าน มีข้อมูลบุคคล สถานการณ์ มีขอบเขตพื้นที่ที่ชัดเจน มีกลุ่มเป้าหมายที่แน่นอนตามทะเบียนบ้าน มีงบประมาณเป็นของตนเอง และสามารถตัดสินตกลงใจได้ในระดับท้องถิ่น ในขณะที่ราชการส่วนภูมิภาคเป็นฝ่ายวิชาการ เป็นพี่เลี้ยงหนุนเสริมหรือกระตุ้นโดยการจัดเวทีสาธารณะในระดับจังหวัด รวมตลอดถึงเป็นฝ่ายตรวจสอบติดตามประเมินผล วิจัยและพัฒนาโครงการ
การขับเคลื่อนงานโดยภาคประชาสังคมบางเรื่อง อาจมีความเห็นต่างในชื่อกิจกรรมเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม หลายๆแห่งใช้การออมเงิน ”สัจจะสะสม” เป็นสื่อในการพัฒนาคน โดยจัดตั้งเป็น“กองทุนออมวันละบาท”หรือ “กองทุนออมบุญวันละบาท” ความแตกต่างในชื่อกิจกรรมเดียวกันเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดความฉงนสนเท่ห์แก่ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงกัน หรืออีกตัวอย่างหนึ่งทำนองเดียวกันเป็นงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP (พัฒนาชุมชน) งานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (เกษตร) และงานเครือข่ายอาชีพหัตถอุตสาหกรรมในครัวเรือน (อบจ.ลำปาง) ทั้ง 3 มีลักษณะงานเหมือนกันแต่มีชื่อเรียกขานต่างกัน
การให้การสนับสนุน อปท. หากยึดหลัก“ความไม่เท่ากัน”แล้ว น่าจะเป็นผลดีในแง่ที่เป็นการเสริมองค์กรที่มีความพร้อมและมีศักยภาพให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น เป็นการคิดนอกกรอบจากเกณฑ์ที่ส่วนกลางกำหนด ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ ได้ผลงานจากการปฏิบัติที่เป็นเลิศ(Best Practice) และ
อาจได้รับรางวัลองค์กรที่มีผลงานดีเด่นซึ่งเป็นสิ่งจูงใจและเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของผู้บริหาร อปท. ดังกรณีตัวอย่างบ้านสามขา อ.แม่ทะได้กลายเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาหนี้สินของชาวบ้าน หรือกรณีบ้านไหล่หิน อ.เกาะคา ได้กลายเป็นต้นแบบในการจัดงานศพแบบพอเพียง หรือกรณีที่ภาคประชาสังคมลำปาง กำลังหนุนเสริมให้ ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน เป็นตำบลแห่งสวัสดิการสังคม “ฮ่วมใจ๋ ฮ่วมแฮง จัดแจ๋งสวัสดิการ ฮื้อคนเมืองปาน สุขสำราญถ้วนหน้า ๆ” ฯลฯ เป็นต้น
ผู้เขียนขอแสดงความชื่นชมเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาสังคมกับ พม.จ.ลำปาง และประทับใจในกิจกรรมภาคีเครือข่ายงานส่งเสริมสุขภาพชุมชนกับทีมงาน HIV/AIDS ลำปาง (PCM = Provincial Coordinating Mechanism) ที่ได้เปลี่ยนมุมมองในการทำงานจากเดิมที่คุ้นเคย “สั่งให้เขาทำหรือขอความร่วมมือให้เขาทำ” เปลี่ยนมาเป็นเปิดใจกว้างพร้อมรับฟังมุมมองที่แตกต่าง อดทนที่จะรับฟัง ยิ่งฟังมากยิ่งรู้มาก ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีจิตอาสา เป็นภาคีเครือข่ายความร่วมมือในชุมชนของนักปฏิบัติ ทำงานเชิงกระบวนการ และประสานงานในแนวราบมากขึ้น (Process Facilitator)เหล่านี้เป็นการเรียนรู้เทคนิคในการทำงานภาคประชาสังคมที่หาซื้อไม่ได้
ผู้เขียนโชคดีที่ไม่กลายเป็นคนตกรุ่น “คิดแบบเก่า ทำแบบเก่า” เพราะปรับวิธีคิดได้ทัน ไม่ทำงานในแนวดิ่งเหมือนที่ถูกหล่อหลอมมาร่วม 20 ปี ต้องขอบคุณทีมงานภาคประชาสังคม พม.จ. และ PCM ลำปาง
ที่เป็นกลไก “พลิกวิธีคิด” ในการทำงาน ขออนุญาตเอ่ยนามภาคีเครือข่ายระดับแกนนำ(Core Leader)ที่ได้ร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อาทิเช่น พ่อเนตร กองสิน(ผู้สูงอายุ) คุณเผ่าเทพ บำรุงกิจ (ป่า ธรรมชาติ) คุณศิริพร ปัญญาเสน (สตรี ครอบครัว อบต.พิชัย) คุณสามารถ พุทธา (กองทุนวันละบาท) คุณยุพิน เถ้าเปี้ยปลูก (กลุ่มออมบุญวันละหนึ่งบาท อ.เถิน) คุณกล้าหาญ ไชยบัวแก้ว (แผนชุมชนพึ่งตนเอง มหาวิทยาลัยชีวิต) คุณศรีสะเกษ สมาน (การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ) คุณยงยุทธ วงศ์วิชัย (PCM-HIV/AIDS) คุณพิมพ์วลี นิศาวัฒนานันท์ (กลุ่มเขลางค์เพื่อการพัฒนา) คุณหมอเพชรศรี ศิรินิรันดร์ (HIV-คิดเชิงกระบวนการพหุภาคี ) ผศ.ดร.ทิพวัลย์ สีจันทร์ (ม.เกษตรศาสตร์) อาจารย์ภีม ภคเมธี(ม.วลัยลักษณ์) ดร.ศรีศุกร์ นิลกรรณ์(ม.โยนก) คุณอาคม ภูติภัทร์ (นักวิจัยอิสระ จ.จันทบุรี) คุณเทพรัตน์ จันทพันธ์ (นักวิจัยอิสระ จ.พัทลุง) ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ดร.สุทิน นพเกตุ (เวทีสิทธิมนุษยชน) ดร.ชบ ยอดแก้ว ที่ปรึกษาสมาคมสวัสดิการภาคประชาชน จ.สงขลา พระอธิการมนัส ขันติธัมโม จ.จันทบุรี ฯลฯ ท่านเหล่านี้ได้มีส่วนปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงานให้แก่ผู้เขียนในหลายๆเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และต้องขอขอบคุณท่านปิ่นชาย ปิ่นแก้ว พมจ.ลำปาง และนายก อบจ.ลำปาง ท่านสุนี สมมี ที่สนับสนุนกิจกรรมด้านการพัฒนาสังคมที่ดีๆแก่คนลำปาง
ผู้เขียนมีข้อคิดเห็นในท้ายสุดของบทความนี้ว่า ความคิดและมุมมองใหม่ในการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมนั้น ได้สร้างให้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่( New Paradigm) ในการทำงานร่วมกัน การฟังบ่อยๆ ฟังแล้วฟังอีก ถือเป็นการตอกย้ำทางความคิด หากนำมาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ให้ดีแล้ว จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการทำงานทั้งในตัวบุคคล องค์กร และชุมชน ถือเป็นมิติใหม่ในการทำงานภาครัฐ จึงน่าจะขยายผลสู่การพัฒนาบุคลากรภาครัฐโดยเร็ว
 

หน่วยงานที่ป้อน : นางวรารัตน์ บุญพระบาง กองแผนและงบประมาณ
เขียนข่าว : นายทักษิณ อัครวิชัย ผู้อำนวยการกองแผนและงบประมาณ
ถ่ายภาพ :
วันเวลาป้อนข่าว : 10 มิ.ย. 2552 เวลา : 15:36:01
จำนวนผู้อ่าน : 3647
Untitled Document
     
  องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง ถ.พหลโยธิน ต.ศาลา อ.เกาะคา จ.ลำปาง
โทร 0-5423-7600
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://www.lp-pao.org E-mail:webmaster@lp-pao.org
Lampang Provincial Administrative Organization