28685593_2057448670962032_637000279140597760_n.jpg

อบจ.ลำปางร่วมรณรงค์ หยุดเผาป่า

หมอกควันไฟจะประกอบไปด้วยสารที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ฝุ่นขนาดเล็กและแก๊สพิษ โดยปริมาตรการวัดค่าหมอกควันไฟมีกำหนดเป็นมาตรฐานของค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM 10) ไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่ออากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร แต่ในชีวิตประจำวันของเรานั้นไม่สามารถตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กได้แบบเครื่องวัดจึงมีข้อแนะนำให้สังเกตง่ายๆโดยกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขสำหรับประชาชนดังนี้ ระดับ PM 10 น้อยกว่า 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร = เห็นเสาไฟฟ้าได้ไกลประมาณ 4 เสา (ปกติ), ระดับ PM 10 ระหว่าง 120-150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร = เห็นเสาไฟฟ้าได้ไกลประมาณ 3 เสา (มีผลกระทบต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มเสี่ยง), ระดับ PM 10 ระหว่าง 150-200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร = เห็นเสาไฟฟ้าได้ไกลประมาณ 2 เสา (มีผลกระทบต่อสุขภาพทุกคน) และระดับ PM 10 มากกว่า 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร = เห็นเสาไฟฟ้าได้ไกลประมาณ 1 เสา (มีผลกระทบต่อสุขภาพมากทุกคน)
โดยกลุ่มเสี่ยงเฝ้าระวังได้แก่ผู้ป่วย 4 กลุ่มโรคสำคัญที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเกิดอาการกำเริบได้ง่ายจากการสูดดมหมอกควันในอากาศ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือดโรคระบบทางเดินหายใจโรคตาอักเสบและผิวหนัง รวมถึงผู้สูงอายุหญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก
ทั้งนี้ สารที่ประกอบในหมอกควันก่อให้เกิดผลกระทบกับระบบต่างๆ ของร่างกายคือ ระบบทางเดินหายใจระบบหัวใจ รวมไปถึงระบบสมองส่งผลให้เกิดโรคเฉียบพลัน อาทิ หลอดลมอักเสบ ไอ หายใจลำบาก อาจจะทำให้โรคที่เป็นอยู่ เช่น หอบหืดหรือถุงลมโป่งพองกำเริบหนักกว่าเดิม ในกรณีที่รุนแรงมากนั้น จะเกิดเมื่อร่างกายดูดซึมสารพิษและฝุ่นละอองเข้าไปสะสมส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายและเส้นเลือดในสมองตีบ
บางรายถึงขั้นเป็นอัมพาตเพราะเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงที่สมอง และยังส่งผลกับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์การศึกษาพบชัดเจนว่าในระยะที่มีหมอกควัน เด็กที่คลอดออกมาจะมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติซึ่งอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเสียชีวิตและเป็นโรคอื่นๆ นอกจากนี้ยังเกิดโรคที่เกิดจากการสะสมก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง อีกทั้งยังมีการยืนยันแล้วว่าในหมอกควันมีสารก่อมะเร็งรวมอยู่ด้วยจึงทำให้ผู้ที่หายใจเอาหมอกควันเข้าไปเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
ด้วยความปราถนาดีจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง